Albanese ยืนยันเดินหน้ากฎหมาย Digital Duty of Care หลังสถานทูตสหรัฐฯ ชี้เป็น “การเซ็นเซอร์ข้ามพรมแดน”
Prime Minister Anthony Albanese defends planned social media reforms amid US backlash
สถานทูตสหรัฐฯ ยื่นความเห็นต่อร่างกฎหมายภายในของออสเตรเลีย ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก โดยระบุว่าการปฏิรูปนี้เท่ากับ “การเซ็นเซอร์เสรีภาพในการแสดงออกที่ได้รับการคุ้มครองข้ามพรมแดน” และเรียกร้องให้ออสเตรเลียยกเว้นบริษัทโซเชียลมีเดียของสหรัฐฯ ออกจากกฎหมายนี้
ร่างกฎหมาย Digital Duty of Care จะบังคับให��บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต้องจัดการกับอันตรายบนโลกออนไลน์ล่วงหน้า และเปิดทางให้ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะรับหรือไม่รับฟีดเนื้อหาที่คัดโดยอัลกอริทึม
นายกรัฐมนตรี Anthony Albanese ตอบโต้ว่า “ผมจะยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของชาติออสเตรเลียเสมอ และ Digital Duty of Care ก็เป็นเรื่องที่เราประกาศไว้ล่วงหน้ามาระยะหนึ่งแล้ว” พร้อมย้ำว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องรัฐเข้ามาควบคุม แต่เป็นการคืนอำนาจให้ผู้คนเลือกได้เองว่าจะรับอะไรบนอุปกรณ์ของตน” ต่อมา Albanese โพสต์ภาพเซลฟี่คู่กับทรัมป์ระหว่างพบกันที่นิวยอร์ก พร้อมข้อความว่า “Always good to catch up with @POTUS”
ฝ่ายค้านเองก็มีเสียงกังวล Andrew Bragg ส.ส. แถวหน้าจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน (Coalition) เตือนว่ากฎหมายนี้ “เสี่ยงต่อการเซ็นเซอร์” และ “มอบอำนาจมากเกินไปให้ข้าราชการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง”
ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นช่วงเดียวกับที่ทรัมป์ประกาศบนเวที UN ปฏิเสธแนวคิดสร้างกลไกกำกับดูแล AI ระดับโลก โดยบอกว่าสหรัฐฯ “ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงต่อความพยายามใด ๆ ที่จะสร้างแผนการแบบโลกาภิวัตน์เพื่อควบคุม” ปัญญาประดิษฐ์
แหล่งอ้างอิง
อ่านต้นฉบับที่ ABC News (Australia)https://www.abc.net.au/news/2026-09-23/federal-politics-albanese-responds-us-criticism-social-media-law/107184528