ส่วนต่างค่ากลั่นดีเซลพุ่ง โรงกลั่นกำไรงาม แต่กำไรฟาร์มออสเตรเลียหาย
Diesel 'crack spread' filling oil refiners' coffers as Middle East conflict cuts farm margins
ราคาดีเซลในออสเตรเลียปรับขึ้นมากกว่า 50% จากระดับก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และกำลังบีบกำไรของฟาร์มและธุรกิจขนส่งอย่างหนัก ราคาน้ำมันดิบขยับจากราว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไปเหนือ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ตัวเลขที่อธิบายปัญหาได้ตรงกว่าคือ "crack spread" หรือส่วนต่างค่ากลั่น ซึ่งเป็นกำไรของโรงกลั่นต่อบาร์เรล ที่เพิ่มจาก 24 ดอลลาร์ ขึ้นไปเป็น 69 ดอลลาร์ นั่นหมายความว่าราคาที่หน้าปั๊มขึ้นแรงกว่าราคาน้ำมันดิบเสียอีก
ประเด็นสำคัญคือออสเตรเลียนำเข้าดีเซลถึง 80-90% ของที่ใช้ทั้งประเทศ และการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้การส่งออกน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียเหลือประมาณครึ่งหนึ่งของระดับก่อนสง��ราม คำอธิบายของนักวิเคราะห์ที่ ABC อ้างถึงคือ "ตลาดกำลังกรีดร้องหาดีเซลอยู่ตอนนี้" ขณะที่ตัวแทนภาคขนส่งสรุปสถานการณ์ไว้สั้น ๆ ว่า "เราไม่ได้มีวิกฤตอุปทานน้ำมัน เรามีวิกฤตต้นทุนน้ำมัน"
สำหรับฟาร์ม ผลกระทบตรงและแรง เอเดรียน โรลส์ เกษตรกรที่ให้สัมภาษณ์ระบุว่าต้นทุนน้ำมันกินไปแล้วประมาณ 40% ของความสามารถทำกำไรของเขา และปัญหาคือเขาไม่มีทางผลักภาระออกไปได้ "เราขายเข้าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก เราเป็นผู้รับราคา" เขากล่าว นอกจากค่าเชื้อเพลิงในเครื่องจักร ปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตจากปิโตรเคมีก็มีต้นทุนสูงขึ้นตามกัน จึงเป็นการถูกบีบสองทางในฤดูเดียว
ด้านโลจิสติกส์ บริษัทขนส่งเปลี่ยนรอบการปรับ fuel surcharge จากรายเดือนหรือรายไตรมาสมาเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้ทันความผันผวน ซึ่งเท่ากับส่งต้นทุนต่อไปในห่วงโซ่อุปทานถึงผู้บริโภคเร็วขึ้น ในภาพรวมเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อรายปีของออสเตรเลียอยู่ที่ 3.6% สูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2-3% ของธนาคารกลาง ทำให้ราคาน้ำมันกลายเป็นตัวแปรเชิงนโยบาย ไม่ใช่แค่ต้นทุนหน้าฟาร์ม
แหล่งอ้างอิง
อ่านต้นฉบับที่ ABC Newshttps://www.abc.net.au/news/2026-09-18/diesel-crack-spread-filling-oil-refiners-coffers/107159068