น้ำมันพุ่งทะลุ 108 ดอลลาร์ หลังท่อส่งซาอุฯ ปิดและเรือถูกโจมตีที่ฮอร์มุซ
Oil surges past $108 as Hormuz attack and Saudi pipeline shutdown rattle markets

ราคาน้ำมันดิบพุ่งแรงอีกระลอกในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน โดยเบรนต์ไต่ขึ้นเหนือ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สัญญาส่งมอบเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนบวกกว่า 3% ส่วน WTI ของสหรัฐฯ ขึ้นกว่า 3% ไปที่ราว 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นเหตุคือการปิดท่อส่งน้ำมัน East-West ของซาอุดีอาระเบียชั่วคราวหลังถูกโจมตีด้วยโดรน ท่อเส้นนี้ลำเลียงน้ำมันดิบข้ามคาบสมุทรไปยังท่าเรือฝั่งทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญที่สุด
สถานการณ์ในฮอร์มุซยังเปราะบางมาก ปริมาณน้ำมันดิบที่ไหลผ่านช่องแคบลดจากราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนสงคราม เหลือประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวันในปัจจุบัน เรือสินค้าลำหนึ่งถูกโจมตีเมื่อวันอาทิตย์ ทำให้ลูกเรือเสียชีวิต 1 ร���ยและบาดเจ็บ 3 ราย ปัจจุบันเรือที่จะผ่านต้องขออนุญาตจากอิหร่าน และเตหะรานกำลังเดินหน้ากลไกเก็บค่าบริการผ่านช่องแคบ ขณะที่การเจรจาระหว่างอิหร่านกับรัฐอ่าวที่นัดหมายไว้ในโอมานถูกเลื่อนออกไป
ผลกระทบลงถึงหน้าปั๊มแล้ว ราคาดีเซลในสหรัฐฯ ทะลุ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันศุกร์ จากราว 5.85 ดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนน้ำมันเบนซินเฉลี่ยอยู่ที่ 4.22 ดอลลาร์ต่อแกลลอนหลังสถิติใหม่ช่วงวันแรงงาน
นักวิเคราะห์ประเมินอุปทานที่หายไปจากตลาดว่ามาจากสามทาง ได้แก่ การห้ามส่งออกของรัสเซียหลังยูเครนโจมตีโรงกลั่น ราว 800,000 บาร์เรลต่อวัน ความปั่นป่วนในฮอร์มุซอีกราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และกำลังกลั่นที่ปิดตัวรวมกันราว 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมราคากลั่นสำเร็จรูปอย่างดีเซลจึงพุ่งแรงกว่าราคาน้ำมันดิบ
แหล่งอ้างอิง
อ่านต้นฉบับที่ Euronewshttps://www.euronews.com/business/2026/09/14/oil-surges-past-107-as-hormuz-attack-and-saudi-pipeline-shutdown-rattle-markets