จากยานบูถึงโซฮาร์: ไล่เส้นทางน้ำมันสำรองของซาอุดีอาระเบีย
From Yanbu to Sohar: Tracking Saudi Arabia's alternative oil routes

ซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญภาวะที่ไม่เคยเจอมาก่อน หลังท่อส่งน้ำมันดิบตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำรองสำหรับเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ต้องหยุดเดินจากการถูกโจมตี ตัวเลขที่ชัดที่สุดคือยอดขนถ่ายน้ำมันดิบส่งออก ซึ่งเคยอยู่ที่ 7.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ลดลงเหลือ 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม และ 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงต้นเดือนกันยายน เท่ากับกำลังส่งออกหายไปราว 70% ในเวลาไม่ถึงปี
ทางเลือกที่เหลือมีไม่มาก Rishi Rajanala จาก LSEG Data & Analytics ระบุว่า "เมื่อท่อตะวันออก-ตะวันตกหยุดเดิน ทางเลือกของซาอุฯ ก็จำกัดมาก ทางแรกคือขนน้ำมันดิบออกจากท่าฝั่งอ่าวผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้มากขึ้น" ช่องแคบฮอร์มุซกว้างเพียง 39 กิโลเมตร และท่าราสทานูราเคยขนถ่ายเฉลี่ย 5.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 ตัวท่อส่งเองมีกำลังสูงสุด 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ซาอุฯ ยังเปิดทางถ่ายลำเรือต่อเรือแถบโซฮาร์ในโอมานเป็นเส้นทางเสริม
ปัญหาคือทุกทางเลือกแพงกว่าเดิม หากต้องเลี่ยงฮอร์มุซแล้วอ้อมไปทางคลองสุเอซ ระยะทางจะพุ่งเป็น 13,140 ไมล์ทะเล เทียบกับ 3,370 ไมล์ทะเลเมื่อผ่านฮอร์มุซ Richard Matthews จาก Gibson Shipbrokers เตือนว่าสิ่งนี้จะ "ยิ่งผลักค่าระวางเรือสำหรับการส่งออกจากตะวันออกกลางให้สูงขึ้น" ส่วนการขนทางบกแทนท่อแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะการแทนที่ปริมาณ 5-7 ล้านบาร์เรลต่อวันเพียงวันเดียวต้องใช้รถบรรทุกน้ำมัน 25,000-35,000 คัน ต่อแถวยาวถึง 500 กิโลเมตร
ผลสะท้อนกลับมาที่ราคาและงบประมาณของซาอุฯ เอง ราคา Brent ซื้อขายเหนือ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากกรอบเดิม 70-90 ดอลลาร์ ขณะที่รายได้จากการขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัฐอยู่ที่ราว 1.62 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 และการขาดดุลงบประมาณปี 2026 ถูกคาดว่าจะขยายเป็น 5% ของ GDP เทียบเป้าเดิม 3.3% ลูกค้าหลักกระจุกในเอเชียคือจีน 22% เกาหลีใต้ 14% ญี่ปุ่น 13% อินเดีย 10% และสหรัฐ 5% ซึ่งหมายความว่าต้นทุนดีเซล ค่าขนส่งสินค้าเกษตร และค่าไฟจากโรงไฟฟ้าก๊าซในเอเชีย-แปซิฟิกจะเดินตามสัญญาณนี้ด้วยความหน่วงไม่กี่สัปดาห์
แหล่งอ้างอิง
อ่านต้นฉบับที่ Al Jazeerahttps://www.aljazeera.com/news/2026/9/17/from-yanbu-to-sohar-tracking-saudi-arabias-alternative-oil-routes